นโยบายพลังงาน ที่ขูดรีดและไม่เป็นธรรม

นโยบายพลังงาน

การที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ตัดสินใจเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มอีกลิตรละ 50 สตางค์ในส่วนของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล แต่ลดการจัดเก็บในส่วนของน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 50 สตางค์นั้น เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งถึงนโยบายพลังงานของประเทศนี้ ที่มีความเป็นสองมาตรฐานและมุ่งแต่จะขูดรีดกับกลุ่มประชาชนหรือผู้ใช้ที่ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง หรือไม่สามารถกดดันรัฐบาลได้เหมือนผู้ใช้กลุ่มอื่นๆ

เหตุที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในครั้งนี้ ได้ทำให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล ซึ่งก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันต้องแบกรับภาระจากการขึ้นราคาน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไปถึงสองครั้งภายในสัปดาห์เดียว (วันที่ 5 และ 9 ก.พ.) เป็นเงิน 1.10 บาท/ลิตรแล้ว ยังต้องมารับภาระการขึ้นราคาลิตรละ 50 สตางค์ ในวันที่ 12 ก.พ.อีก ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท และตามความล้มเหลวของนโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีทั้งในภาคขนส่งและครัวเรือน ที่ต้องเจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพราะความขลาดกลัวของรัฐบาลที่ไม่กล้าตัดสินใจเดินหน้าปรับโครงสร้างราคา ทั้งๆที่ได้มีการศึกษากันมา เตรียมการกันมาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี จนแผนปฏิบัติการทะลุปรุโปร่งกันไปหมดแล้ว ให้กี่สถาบันศึกษาก็ล้วนแต่ออกมาในทิศทางเดียวกัน ผลดีที่จะเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างก็เห็นกันอยู่อย่างมากมายเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ฝ่ายการเมืองก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ และหาข้ออ้างในการซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ

จะซื้อเวลากันไปนานเท่าไรผมก็ไม่ว่าเพราะว่าปลงเสียแล้ว แต่ที่ทำใจไม่ไดก็คือ ท่านเล่นหาทางออกกันง่ายๆ โดยมาขูดรีดเอาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลนี่สิ

ผมถามจริงๆเถอะ ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลทุกคนมีความผิดหรือมีความรับผิดชอบทางกฏหมาย (Legal responsibility) ความรับผิดชอบทางสังคม (Social responsibility) หรือแม้แต่ ความรับผิดชอบทางจริยธรรม (Moral responsibility) ตรงไหนหรือครับ ที่จะต้องเข้าไปอุ้มผู้ใช้น้ำมันดีเซลให้ได้ใช้น้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร หรือต้องเข้าไปอุ้มผู้ใช้ก๊าซหุงต้มทั้งในครัวเรือนและภาคขนส่ง ให้ได้ใช้ก๊าซในราคาที่ถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง

ท่านอาจจะบอกว่าท่านไม่ได้เอาเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุ้มผู้ใช้น้ำมันดีเซล ทุกวันนี้ก็ยังเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลเข้ากองทุนฯ อยู่ลิตรละ 30 ส.ต. แต่การที่ท่านลดการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ในส่วนของดีเซลลงจากลิตรละ 80 ส.ต.เหลือ 30 ส.ต. ทำให้เงินที่ไหลเข้ากองทุนฯติดลบ ท่านจึงต้องมาขึ้นเงินเก็บเข้ากองทุนฯเอากับคนที่ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลใช่หรือไม่ ดังนั้นมันก็เหมือนกับให้คนที่ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอลไปอุดหนุนคนใช้ดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทอยู่ดี

ถ้าท่านบอกว่าน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ ปล่อยให้แพงขึ้นจะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ค่าขนส่งจะสูงขึ้น สินค้าจะขึ้นราคา เงินเฟ้อจะสูง ผมก็อยากจะถามว่า เราตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทมาร่วมสองปีแล้วนะครับ สินค้าขึ้นราคาไหมครับ และบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงต่ำกว่า 30 บาท (29.79 บาท/ลิตร) อยู่ถึงเกือบ 5 เดือน ผมไม่เห็นค่าขนส่งหรือสินค้าจะลดราคาลงมาเลย

ข้อสำคัญขณะนี้กลายเป็นมายาคติไปแล้วว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเกินลิตรละ 30 บาทไม่ได้ ถ้าเกินจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต คอขาดบาดตาย กระทบเศรษฐกิจของประเทศ กระทบถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น เปรียบเสมือนสร้างจินตนาการเรื่องยักษ์ในตะเกียงขึ้นมา แล้วก็ไม่กล้าปล่อยยักษ์ออกจากตะเกียง

ตัวเพดานราคา 30 บาทก็ไม่รู้ไปเอามาจากไหน หยิบมาลอยๆจากอากาศ ไม่มีผลการศึกษา ไม่มีผลการสำรวจ การวิจัยรองรับ ว่าราคาเพดาน 30 บาทนั้น เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจไทยและภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันหรือไม่ และจะใช้เพดาน 30 บาท ไปอีกนานแค่ไหน เท่าที่ผมเคยตรวจสอบที่มาที่ไปของตัวเลข 30 บาท ก็คือเป็นตัวเลขราคาน้ำมันดีเซลที่เจ๊เกียวเคยระบุไว้ว่า ถ้าเกิน 30 บาทจะต้องขอปรับราคาค่าขนส่ง ผมก็เลยสรุปเอาว่านักการเมืองไทยคงเป็นโรค ‘Je Keo Phobia’ อ่านว่า ‘เจ๊เกียวโฟเบีย’ หรือโรคกลัวเจ๊เกียวนั่นเอง

อย่างไรก็ตามมาถึงวันนี้ ผมคิดว่านโยบายพลังงานของไทยจะดำเนินไปแบบ ‘มักง่าย’ อย่างที่ผ่านๆมาไม่ได้แล้วครับ การผลักภาระการอุดหนุนราคาพลังงานไปให้ผู้ใช้พลังงานชนิดหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งต้องเข้ามารับภาระแทนรัฐบาล โดยทำให้ผู้ใช้พลังงานอีกชนิดหนึ่งหรืออีกกลุ่มหนึ่งได้เปรียบได้ใช้พลังงานในราคาถูก คือความไม่เป็นธรรมในสังคม และเป็นนโยบายพลังงานที่ขูดรีดคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองนั่นเอง

ในสังคมปัจจุบัน รัฐไม่สามารถบอกได้อีกต่อไปแล้วว่า ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลนั้นคือผู้มีรายได้สูง ที่ต้องเสียสละจ่ายภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนสูงถึงลิตรละ 10-20 บาท (ประมาณ 28-41% ของราคาขายปลีก) ในขณะที่คนใช้น้ำมันดีเซลจ่ายภาษีสรรพสามิตเพียงครึ่งสตางค์และเงินเก็บเข้ากองทุนเพียง 30 สตางค์

คนใช้รถยนต์อีโคคาร์ รถมอเตอร์ไซค์ คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง แม่บ้าน คนหาเช้ากินค่ำที่ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และต้องจ่ายค่าโดยสารในราคาแพงเพราะราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลแพงนับล้านๆคน เขาคงไม่ยอมรับหรอกว่า เขาเป็นคนรวยกว่าคนที่ขับรถเบนซ์ รถบีเอ็ม รถยุโรป เครื่องยนต์ดีเซลที่วิ่งกันเกลื่อนถนนอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่คนที่ขับรถปิคอัพแต่งอย่างหรูหราราคาเป็นล้าน ขับซิ่งกันตาม Super highway ด้วยความเร็ว 150 ก.ม./ช.ม.ก็คงไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยอย่างแน่นอน

รถที่ติดก๊าซแอลพีจีก็ไมใช่รถของผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน คนที่ผมรู้จักและไปติดก๊าซแอลพีจีก็ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น แต่เป็นผู้ที่เดินทางเยอะใช้น้ำมันมาก เขาก็ไปติดก๊าซกันเพราะมันประหยัดไปได้เยอะ บางคนถอยรถมาจากอู่ยังป้ายแดงอยู่เลยก็เอาไปติดก๊าซกันแล้ว ผมยังเคยเห็นรถเลคซัสติดก๊าซวิ่งอยู่บนถนนด้วยซ้ำไป ยิ่งตอนนี้รัฐบาลเลิกเบนซิน 91 ขึ้นราคาแก๊สโซฮอล แต่ยังไม่ปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี คนจะยิ่งไปติดก๊าซแอลพีจีเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ผลก็คือเราจะต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น กองทุนน้ำมันฯ ก็ต้องควักเงินมาอุดหนุนมากขึ้น พอเงินไม่มีรัฐบาลก็หันมารีดเลือดกับปู (ที่ไม่ได้ชื่อยิ่งลักษณ์) ซึ่งก็คือผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลนั่นเอง

ดังนั้นผมแนะนำว่า ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอย่าอยู่นิ่งเฉย ทำตัวเป็นห่านทองคำให้รัฐบาลล้วงไข่ไปกินง่ายๆเหมือนที่ผ่านมาครับ แต่ขอให้ออกมาต่อต้านนโยบาย “มักง่าย” จับแพะชนแกะแบบนี้ของรัฐบาล เพื่อไม่ให้รัฐบาลเห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีปากไม่มีเสียงจะทำอะไรก็ได้และจับผู้ใช้กลุ่มนี้เป็นตัวประกันตลอดมา

ถ้าจำเป็นผมว่าฟ้องศาลปกครองไปเลยตรับ เพราะละเมิดสิทธิผุ้บริโภคเห็นๆบริหารนโยบายพลังงานสองมาตรฐาน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค และทำให้ราคาน้ำมันแพงกว่าที่ควรจะเป็นครับ !!!

มนูญ ศิริวรรณ / เดลินิวส์

Advertisements