10 เหตุผลที่ควรซื้อหุ้นไทย

TSI Thailand Securities Institute

ถึงแม้ว่าปีนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะไม่สูงเหมือนปีที่ผ่านมา แถมตลาดหุ้นยังคงผันผวนเหมือนเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะถอนเงินลงทุนจากหุ้นไปหาสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ตรงกันข้ามเสน่ห์หุ้นไทยยังมี และสามารถสร้างผลตอบแทนได้น่าประทับใจ วันนี้จึงมี 10 เหตุผลที่นักลงทุนควรลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อไป

10 เหตุผลที่นักลงทุนควรลงทุนในตลาดหุ้นไทย

1.สภาพคล่องเงินลงทุนทั่วโลกยังสูง ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาระดับสภาพคล่องของตลาดโลกทั้งในตลาดเงิน ตลาดทุนยังคงอยู่ในระดับสูง และจะยังสูงต่อไป ซึ่งเมื่อสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงแบบนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Asset Inflation คือราคาสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น

2.ดอกเบี้ยนโยบายต่ำ ในบางครั้งถึงแม้ว่าสภาพคล่องในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูง แต่ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับสูง แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะประเทศผู้นำของโลกในฝั่งโลกตะวันตก ดอกเบี้ยนโยบายต่ำเกือบ 0% ซึ่งเป็นเช่นนี้ส่งผลกดดันให้ดอกเบี้ยนโยบายในประเทศเอเซียอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะหากทำให้ดอกเบี้ยนนโยบายอยู่ในระดับสูง จะทำให้เงินจากทั่วโลกไหลเข้ามาจนไม่สามารถควบคุมได้ และจะเกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ทำให้ตลาดหุ้นยังน่าสนใจอยู่ต่อไป

3.เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณฟื้นตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย และเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศไทยไปแล้ว โดยประเทศไทยได้ส่งออกสินค้าไปจีนในสัดส่วนสูงกว่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณเริ่มฟื้นตัว ย่อมส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของประเทศไทยหมายความว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเติบโตขึ้น รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าของจีนสดใสตามไปด้วย รวมไปถึงเมื่อเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น เพราะจีนเริ่มมีการบริโภคเพิ่มขึ้น

4.จุดเลวร้ายของประเทศยุโรปผ่านพ้นไปแล้ว ถึงแม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจประเทศยุโรปยังต้องแก้ไขกันต่อไป และยังไม่จบง่ายๆ ธนาคารพาณิชย์หลายๆ แห่งไม่มีเงินทุนเพียงพอเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศยังถดถอย อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง แต่ ณ วันนี้วิกฤติยุโรปได้ผ่านจุดเลวร้ายแล้ว สังเกตได้จากการขาดดุลการคลังได้เริ่มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะยังไปไม่ถึงจุดที่กองทุนการเงินระหว่างประเทส (IMF) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องการเห็นก็ตาม แต่ก็มีสัญญาณบวกเมื่อรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาเริ่มรัดเข็มขัดและปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่ง ECB ออกมาพูดว่าเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว ดังนั้น ความรุนแรงวิกฤติยุโรปจะค่อยๆ คลี่คลายลง

5.อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาลดลง เป้นที่น่ายินดีเมื่อตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยมีการจ้างงาน 150,000 คนต่อเดือน และ 2 ปีที่ผ่านมามีการจ้างงานไปแล้ว 3 ล้านกว่าคน ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ ดังนั้น จึงเชื่อกันว่าจากนี้ไปจะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากปัญหา Fiscal Cliff หรือหน้าผาทางการคลังผ่านพ้นไปแล้ว รวมถึงการแก้ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling Crisis) นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

6.เม็ดเงินไหลเข้ากองทุนประเภททุนมากขึ้น จะสังเกตได้ว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนในตลาดโลกจะไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ โดยจะสังเกตได้ว่ากองทุนรวมตราสารหนี้เติบโตขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไม่มั่นใจกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดและเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน เม็ดเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นเอเชียและแนวโน้มดังกล่าวจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ เมื่อนักลงทุนเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้กล้าที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อมองว่าทุกอย่างดูสดใสขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มปรับขึ้น สังเกตได้ว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเริ่มขยับขึ้น ซึ่งส่งสัญญาณว่าผลตอบแทนตราสารหนี้น่าจะถึงจุดสูงสุดแล้วนั่นหมายความว่า เม็ดเงินจะไหลออกแล้วเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น

7.เศรษฐกิจไทยสดใส ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการชะลอตัว ดังนั้นเศรษฐกิจยังเป็นช่วงขาขึ้น สังเกตได้จากตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะดีขึ้น ขณะเดียวกันการบริโภคภายในประเทศจะอยู่ในระดับสูงต่อไป

8.แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนยังดูดี ช่วงที่ผ่านมากำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างน่าประทับใจ 15-20% ต่อปี และยังมองว่าการเติบโตยังคงมีต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนมีการขยายการลงทุน โดยเฉพาะการควบรวมกิจการ ซึ่งจะทำให้ผลกำไรเข้ามาอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย และรวดเร็ว ที่สำคัญ เมื่อเศรษฐกิจแข็งแรง ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี อีกทั้ง นโยบาลรัฐบาล เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 23% เป็น 20% ช่วยให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นและอาจจะมีข่าวดีในเร็ววันเกี่ยวกับการปรับลดภาษีดังกล่าวลงไปอยู่ที่ระดับ 15%

9.หุ้นไทยยังถูก ถึงแม้ว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่า P/E Ratio ของหุ้นไทย อยู่ที่ระดับประมาณ 12.5 เท่า ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในอาเซียนที่อยู่ระดับประมาณ 15 เท่า ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ และยังไม่ “แพง” จนถึงขั้นว่าตลาดหุ้นจะไปไม่ได้อีกต่อไป ถึงแม้ว่าในบางช่วงหุ้นไทยจะมี Correction บ้าง เนื่องจากมีการปรับขึ้นมาแรงและเร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น เพราะปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณลบที่จะทำใหตลาดหุ้นร่วงลงไป

10.สภาพคล่องภายในประเทศสูง ปัจจุบันถ้าตัวเลขสภาพคล่องส่วนเกินในธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ระดับประมาณ 2 ล้านล้านบาท แน่นอนเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปปล่อยกู้ แต่อีกบางส่วนก็ต้องเข้ามาในตลาดหุ้น และยิ่งนักลงทุนมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น จะทำให้มีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น เช่น ลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น หรือลงทุนหุ้นโดยตรง

เหตุผลที่ได้เล่ามานี้ ทำให้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยปีนี้จะยังคงเป็นตลาดการลงทุนที่น่าสนใจ และยังให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าประทับใจ แต่แน่นอน ดัชนีหุ้นคงจะไม่ปรับขึ้น 36% เหมือนปีที่แล้ว แต่ 10-15% มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งหากปรับขึ้นแค่ดัชนีหุ้นไทยก็ทะลุ 1,500 จุดแล้วครับ / TSI

Advertisements