“วายแอลจี” ประเมินราคาทองคำ ติดแนวต้าน 1,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจลง

ทองคำ

วายแอลจี” ประเมินว่าหากราคาทองคำได้ดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,684-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,667 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง แต่หากสามารถผ่านไปได้ ราคาทองคำจะมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1,695 ดอลลาร์ต่อออนซ์

วายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานสภาวะตลาดวันที่ 31 ม.ค. ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,674.83 – 1,680.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFG13 อยู่ที่ 23,810 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 170 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 23,640 บาท ขณะที่ซิวเวอร์ฟิวเจอร์ SVG13 อยู่ที่ 929 บาท โดยราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้าที่ระดับ 929 บาท (หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.05 น.ของวันที่ 31/01/13)

สำหรับแนวโน้มวันที่ 1 ก.พ. 2556 ประเมินว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงประจำไตรมาส 4/2555 โดยตัวเลขออกมาหดตัวลง 0.1 % ซึ่งอ่อนแอเกินคาด เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐร่วงลงอย่างหนักถึง 15% ขณะที่ภาคเอกชนก็ปรับลดสต็อกสินค้าคงคลัง โดยเป็นครั้งแรกที่จีดีพีสหรัฐหดตัวลงนับตั้งแต่ผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงปี 2550-2552 ซึ่งเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นหลังจากนักลงทุนรับทราบข้อมูล

ประกอบกับ ราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 – 0.25% โดยมีการย้ำว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษจนกว่าอัตราว่างงานจะลดลงต่ำกว่าระดับ 6.5%และจะยังคงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) วงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ซึ่งคณะกรรมการ FOMC มีความเห็นว่าการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หยุดชะงักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาส่วนใหญ่เนื่องมาจากผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศและปัจจัยชั่วคราวอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐร่วงลงช่วยเป็นแรงหนุนส่งผลมีแรงซื้อกลับเข้ามายังตลาดทองคำ

เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่าหากราคาทองคำได้ดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,684-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,667 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง แต่หากสามารถผ่านไปได้ ราคาทองคำจะมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1,695 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีแนะนำนักลงทุนสามารถลงทุนระยะสั้นโดยเข้าซื้อหากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,667 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่แนะนำให้เข้าซื้อทั้งหมดบริเวณแนวรับใดแนวรับหนึ่ง ควรเหลือเงินทุนเพื่อซื้อเฉลี่ยหากราคาหลุดแนวรับแรกซึ่งราคาจะปรับตัวลงไปบริเวณแนวรับถัดไป และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,684 หรือ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวของราคาทองคำอีกครั้ง เบื้องต้นวายแอลจียังมองว่าการลงทุนยังเน้นการลงทุนระยะสั้น เพราะแม้ว่าราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นได้แต่ช่วงที่ผ่านราคาทองคำมีการทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 1,690-1,695 ก็ยังคงมีแรงขายทองคำออกมา

ทองคำแท่ง (96.50%) แนวรับ 1,667 (23,510บาท) 1,660 (23,410บาท) 1,652 (23,300บาท) แนวต้าน 1,684 (23,750บาท) 1,690 (23,840บาท) 1,695 (23,910บาท)

GOLD FUTURES (GFG13) แนวรับ 1,667 (23,710บาท) 1,660 (23,610บาท) 1,652 (23,490บาท) แนวต้าน 1,684 (23,950บาท) 1,690 (24,030บาท) 1,695 (24,100บาท)

SILVER FUTURES (SVG13) แนวรับ 31.55 (919บาท) 31.20 (908บาท) 30.75 (895บาท) แนวต้าน 32.25 (940บาท) 32.60 (950บาท) 32.90 (959บาท)

ด้าน บล.โกลเบล็กฯ ประเมินแนวโน้มราคาทองคำและกลยุทธ์การลงทุน ระบุว่า กลยุทธ์ ให้ถือสถานะหากราคายังยืนเหนือ 1,667 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากราคาทอสอบแนวต้านที่ 1,695-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับผู้ที่รอซื้อให้ซื้อหากไม่หลุดแนวรับ

สำหรับผู้ที่ทำการลงทุนเป็นราคาทองคำไทยราคาจะปรับตัวขึ้น/ลงสวนกับราคาทองคำโลกเนื่องจากเงินบาทที่แข็ง/อ่อนค่าดังนั้นควร Short USD Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ทั้งนี้ หากราคาทองคำยังคงยืนเหนือแนวต้านที่ 1,667 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้โดยมีแนวต้านที่ 1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 1,700ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ

Advertisements