สแกนหุ้นได้-เสียจากค่าเงินบาทแข็ง

เงินบาท

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า และสัดส่วนการส่งออก โดยธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้รายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกเป็นเงินบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 500 บริษัทก็มีการทำธุรกิจที่หลากหลาย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบด้านลบ ที่บจ.ได้รับจากเงินบาทที่แข็งค่า

โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนักการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกกดดัน เช่น ในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม บล.ฟิลลิปฯ มองว่าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ายาวนานกว่านี้ก็จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น

ด้านน.ส.ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิปฯ กล่าวในงานเสวนา “หุ้นโดนใจ ปี 2556 จิ๋วราคาต่ำสิบ และแจ๋วปันผลดี” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเชื่อว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น

สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการส่งออก และหากมีปัญหากระทบอย่างรุนแรง อาจจะทำให้เงินปันผลที่ได้ในส่วนนี้ปรับลดลงกว่า 8% แต่หากปัญหาไม่รุนแรงมากนัก เชื่อว่าจะทำให้เงินปันผลหายไปเพียง 1-2% เท่านั้น

บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงต้องมีการบริโภคมากขึ้น

บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซียไซรัสฯ ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO), บมจ.การบินไทย (THAI), บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือไทยแอร์เอเชีย

ส่วนกลุ่มเหล็กที่ได้รับผลบวก เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM), บมจ.ทาทาสตีล (TSTH) และบมจ.สหวิริยาสตีลฯ (SSI), กลุ่มสื่อสาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC), บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE), บมจ.แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL)

ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะเป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บมจ.จีเอฟพีที (GFPT), บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) และบมจ.ทิปโก้ฟูดส์ (TIPCO), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น (KSL), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA), บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ (SITHAI), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BGH, บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือ BCH), บมจ.ไทยคม (THCOM)

ส่วนกลุ่มที่เป็นกลางจากผลกระทบเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บล.ฟินันเซียไซรัสฯ มองว่าคือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มบ้าน นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินและราคายังมีส่วนเพิ่ม(อัพไซด์)พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ได้แก่ บมจ.สหมิตรเครื่องกล (SMIT) โดยให้ราคาเหมาะสม 5.42 บาทต่อหุ้น

โดยนอกจากSMIT เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขายในประเทศ ต้นทุน 50% เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 50% เป็นยูโร ขณะที่รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ต่ำแค่ 8 เท่า และมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2555 สูงถึงประมาณ 3.1%

นอกจากนี้มีหุ้นบมจ.น้ำมันพืชไทย ให้ราคาเหมาะสม 32.32 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์สูงถึง 31.4% และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง คาดหวังจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังไว้ที่ 4% โดยได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ 90% ที่เหลือ 10% ซื้อในประเทศขณะที่ขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเป็นหลัก

เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ที่ระบุว่าTVO รายได้ของบริษัทดังกล่าวอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1-2 ของปีนี้ดีขึ้น นอกเหนือจากผลดำเนินงานปกติที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แนะนำ”ซื้อ”หุ้นTVO ให้ราคาพื้นฐาน 31.80 บาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Advertisements