อูคูเลเล เรื่องดนตรีเทรนด์ใหม่จากฮาวาย

อูคูเลเล่

 

ย้อนกลับไปปี ค.ศ.1897 ประเทศโปรตุเกสซึ่งเป็นจ้าวแห่งการสำรวจและทำการค้าทางทะเลได้ส่งเรือที่มีชื่อว่า Ravenscrag เข้ามาเทียบชายฝั่งเกาะฮาวาย ซึ่งการมาในครั้งนั้นชาวโปรตุเกสได้นำเอาเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า Cavaquinho ขึ้นฝั่งมาบรรเลงดนตรีบนหมู่เกาะแห่งนี้ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา Cavaquinho ก็ได้ถูกพัฒนาจากฝีมือของชนพื้นเมืองเกาะฮาวาย จนกลายเป็นอูคูเลเล เครื่องดนตรีประจำถิ่นของฮาวายและมันก็เปล่งสียงสดใสต่อเนื่องยาวนานมาจนทุกวันนี้
ใครจะคิดว่าอีกร้อยกว่าปีต่อมา อูคูเลเลจะถูกหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาอีกครั้งมาขึ้นฝั่งที่เมืองไทย ซึ่งอันที่จริงเจ้าอูคูเลเลนี้ได้เข้ามาถึงเมืองไทยเป็น 10 ปีแล้ว แต่ไม่ค่อยมีบทบาทมากท่าใดนัก หากแต่ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา อูคูเลเลกลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ศิลปินนักร้องมืออาชีพ หรือกับคนทั่วๆ ไป ที่สนใจการเล่นดนตรีก็ตาม
ในวินาทีนี้ คงไม่มีเครื่องดนตรีชนิดไหนฮอตไปมากกว่ากีตาร์จิ๋วที่มี 4 สาย จากฮาวายอีกแล้ว
อูคูเลเลไม่ได้เป็นแค่กีตาร์จิ๋ว
จริงๆ จะเรียกอูคูเลเลว่ากีตาร์จิ๋วก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก เพราะถึงแม้ว่ามันจะจัดอยู่ในหมวดหมู่เครื่องสายเหมือนกัน และมีวิธีคิดในการเล่นคล้ายๆ กัน แต่ก็มีหลายอย่างที่แตกต่างกันอยู่มาก
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของขนาด ถึงแม้ว่าอูคูเลเลจะมีขนาดแตกต่างกันถึง 4 ไซส์หลักๆ แต่ทั้ง 4 ไซส์นั้นก็มีขนาดเล็กกว่ากีตาร์อย่างเห็นได้ชัด โดยมาตรฐานของอูคูเลเลนั้นจะแบ่งจากเล็กไปหาใหญ่ดังนี้คือ ขนาดโซปราโน คอนเสิร์ต เทเนอร์และบาริโทน และยังมีขนาดพิเศษที่เล็กกว่าโซปราโน เช่น โซปรานินโน พอตเกต ไทนี่ ซึ่งแล้วแต่ผู้ผลิตจะเลือก
แต่สำหรับขนาดที่ถือเป็นมาตรฐานดั้งเดิมแท้ๆ นั้น คือขนาดโซปราโนที่มีความยาวตั้งแต่หัวจรดท้ายประมาณ 20-21 นิ้ว ส่วนขนาดคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้นมานั้นก็เนื่องมาจากความต้องการของคนเล่นที่ต้องการให้เสียงดังขึ้นในขณะโชว์ ผู้ผลิตจึงทำตัวอูคูเลเลให้ใหญ่ขึ้น และเรียกมันว่าขนาดคอนเสิร์ต
ข้อแตกต่างอีกประการระหว่างอูคูเลเลกับกีตาร์ก็คือจำนวนของสาย ซึ่งในขณะที่กีตาร์มีสายอยู่ 6 สาย และไล่เสียงจากสายบนสุดไปสายล่างสุดเรียงจากต่ำไปหาสูง แต่อูคูเลเลมีเพียง 4 สายเท่านั้น และไม่ได้ไล่เรียงเสียงต่ำไปหาสูงด้วย โดยสายบนสุดของอูคูเลเลนั้นจะเป็นสายเสียงสูง ถัดลงมาก็จะเป็นสายเสียงต่ำและสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในอีก 2 สายถัดไป ซึ่งถ้าเราจะเรียงลำดับเสียงจากต่ำไปหาสูงบนอูคูเลเลนั้น แทนที่เราจะดีดไล่ลงเรียงกันจากสาย 4 ไปสาย 3 สาย 2 และสายหนึ่ง เราจะต้องดีดที่สาย 3 ก่อนและไล้ไปยังสาย 2 ก่อนที่จะต่อด้วยสาย 4 และปิดท้ายเสียงสูงที่สุดที่สาย 1
โดยการตั้งสายแบบนี้ ทางดนตรีเขาเรียกกันว่าการตั้งสายแบบ Reentrant Tuning ซึ่งมันส่งผลให้เกิดเสียงประสานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างกับการตั้งสายแบบปกติ
Ukulele Fever เครื่องดนตรีชิ้นนี้มาแรง
ปัจจุบันในบ้านเรากระแสความนิยมอูคูเลเลนั้นนับได้ว่ารุนแรงเป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากพบเห็นคนสะพายเจ้าเครื่องดนตรีชนิดนี้ตามท้องถนนได้บ่อยขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครรู้จักชื่อของมันเสียด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร
ถึงแม้ว่าอูคูเลเลจะเป็นเครื่องดนตรีที่เข้ามาบ้านเรานานแล้ว แต่มันก็ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากคนที่เล่นดนตรีไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าจะเล่นมันได้อย่างไร อย่าว่าแต่นักดนตรีเลย แม้แต่คนที่นำมันเข้ามาขายก็ยังเรียกชื่อกันไม่ถูก ซึ่งกระแสความนิยมครั้งแรกๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมานั้น ก็น่าจะมาจากการที่คนในบ้านเราได้เห็นนักดนตรีต่างประเทศใช้เครื่องดนตรีชิ้นนี้บรรเลงเพลงของเขา ไม่ว่าจะเป็น Jack Johnson, Jason Mraz ประกอบกับเทคโนโลยีไอทีที่ก้าวหน้า ทำให้คนบ้านเราสามารถสืบค้นข้อมูลและหาวิดีโอเกี่ยวกับอูคูเลเลได้มากขึ้น
ในเวลาต่อมาก็เกิดกลุ่มคนที่นิยมชมชอบอูคูเลเลขึ้นในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคุณอัษฎา อาทรไผท เจ้าของร้านขายเครื่องดนตรีไฮเอนด์ที่มีชื่อว่าริบบีบูติก โดยอัษฎา ได้เป็นผู้ปะกอบการคนแรกๆ ของเมืองไทยที่นำเข้าอูคูเลเลมาจัดจำหน่ายอย่างจริงจัง (ก่อนหน้านั้นตามร้านเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็มีจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอูคูเลเลเท่าใดนัก) และนอกจากการทำร้านจำหน่ายอูคูเลเลอย่างจริงจังแล้ว อัษฎายังเป็นหัวหอกในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอูคูเลเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดประกวดอูคูเลเลชิงแชมป์ประเทศไทย หรือการจัดงานอูคูเลเลเฟสติวัล ที่นำศิลปินอูคูเลเลระดับโลกมาโชว์ที่สยามพารากอน
ทั้งหมดทำให้อูคูเลเลเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น นักร้องนักดนตรีหลายคนก็เริ่มนำเอาอูคูเลเลไปใช้ในผลงานของตน ไม่ว่าจะเป็นสิงโต นำโชค หรือนักร้องสาวอย่าง ลุลา
และนอกจากอูคูเลเลจะเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแล้ว มันยังมีที่อยู่ที่ยืนในฐานะของสะสมของคนรักดนตรีที่มีกำลังซื้ออีกด้วย
‘4 Big K’ สุดยอดอูคูเลเล
อันที่จริงแล้วการจะหาว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง กับอูคูเลเลก็เหมือนกัน เพราะในโลกกลมๆ ใบนี้ของเรามีผู้ผลิตอูคูเลเลออกสู่ตลาดมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งแต่ละรายนั้นก็มีส่วนแบ่งตลาดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตลาดอูคูเลเลสำหรับคนที่เล่นเป็นงานอดิเรก อูคูเลเลสำหรับมืออาชีพและอูคูเลเลสำหรับนักสะสม
ซึ่งกลุ่มของอูคูเลเลที่เป็นที่ต้องการของนักสะสมนั้น จะเป็นอูคูเลเลที่ราคาค่อนข้างสูง มีความพิถีพีถันในการสร้างและมีสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน และในวงการอูคูเลเลระดับโลกนั้น มีอูคูเลเลอยู่ 4 ยี่ห้อที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องดนตรีชั้นยอด อุดมไปด้วยความเป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าในเชิงประวัติความเป็นมา โดยทั้ง 4 ยี่ห้อนั้นได้รับการขนานนามว่า ‘4 Big K’
อูคูเลเลทั้ง 4 แบรนด์นั้น ประกอบด้วย Kamaka, KoAloha, Ko’olau และ Kanile’a ซึ่งทั้งหมดเป็นอูคูเลเลที่ออกแบบและสร้างขึ้นในฮาวายแท้ๆ
เริ่มต้นกันที่ Kamaka ซึ่งเป็นการตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อของตระกูลผู้ผลิต  โดยความหมายของมันนั้นแปลว่า ดวงตา หรือวิสัยทัศน์ โดย Kamaka นั้นเป็นเจ้าแรกในฮาวายที่ผลิตอูคูเลเลขายอย่างเป็นการเป็นงานตั้งแต่ ค.ศ.1916 โดยมี Sam Kamaka เป็นผู้ก่อตั้ง สุ้มเสียงของ Kamaka นั้นนับได้ว่าออกไปในแนวทางที่สุขุม มีความทุ้มลึกและคลาสสิก ส่วนด้านรูปลักษณ์นั้นออกไปแนวทางคลาสิกเช่นกัน
แบรนด์ต่อมาที่เราจะพูดถึงกันก็คือ KoAloha โดยคำๆ นี้นั้นคือคำที่ปรากฏอยู่บนธงประจำมลรัฐฮาวาย แบรนด์นี้นับเป็นแบรนด์ที่เสียงใสพุ่งฉูดฉาดที่สุดใน 4 big K รูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนกับเสียงที่ดูฉูดฉาดและมีความเป็นพื้นมืองอยู่สูง
ต่อมาคือ Ko’olau ซึ่งชื่อแบรนด์ของเขาเอามาจากชื่อภูเขาไฟบนเกาะ Oahu ซึ่งดำเนินงานโดยพ่อลูกตระกูล Kitakis โดยคนพ่อนั้นเป็นกูรูด้านการทำกีตาร์มาก่อน โดยของจากโรงงานนี้นับว่ามีความเป็นงานฝีมือสูงมาก เพราะทั้งโรงงานมีพนักงานอยู่พียง 3 คนเท่านั้น หากแต่งานที่ออกมากลับเนี้ยบอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนเรื่องของเสียงนั้น ก็ออกไปในโทนนุ่มลึกตรงข้ามกับ KoAloha
สุดท้ายของ 4 big K ก็คือ Kanile’a ซึ่งถึงแม้จะเป็นแบรนด์ที่ไม่เก่าแก่เท่าไร แต่ก็มีผลงานที่น่าประทับใจจนถูกจัดให้เป็น 1 ใน 4 big K เพราะเสียงที่หวานใสนุ่มลึกและหางเสียงที่ยาวสวยงามของอูคูเลเล Kanile’a โดยเคล็ดลับของเสียงที่หวานใสนั้นก็เนื่องมาจากการวางแบรซซิ่งหรือโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นเอง
อันที่จริงแล้วนอกจาก 4 big K ที่กล่าวถึงไปข้างต้น ในโลกนี้ยังมีอูคูเลเลที่มีคุณภาพและคุณค่าในระดับเดียวกันอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น Martin, Kiwaya ฯลฯ แต่ทว่าแบรนด์เหล่านี้เป็นแบรนด์ที่ผลิตนอกหมู่เกาะฮาวาย จึงทำให้คุณค่าด้านความเป็นออริจินัลทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถเทียบเคียง 4 big 4

Source: คอลัมม์ Life Style นิตยสาร Art Square

Advertisements